วันพฤหัสบดี, มีนาคม 26

Omnibus I ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติของสหภาพยุโรปแล้ว — CSRD และ CSDDD เปลี่ยนอะไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปคืออะไร และซัพพลายเออร์ในเอเชียแปซิฟิกควรทำอะไรตั้งแต่ตอนนี้

0
9
Omnibus I Pass

ใช่ครับ/ค่ะ คำสั่งแก้ไข Omnibus I (ซึ่งครอบคลุมการแก้ไข CSRD และ CSDDD) ได้รับไฟเขียวขั้นสุดท้ายจากคณะมนตรีสหภาพยุโรปแล้ว เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 หลังจากรัฐสภายุโรปให้ความเห็นชอบไปก่อนในเดือนธันวาคม 2025 คณะมนตรีระบุว่านี่คือขั้นตอนอนุมัติสุดท้าย จากนี้จะเข้าสู่การประกาศในราชกิจจานุเบกษาของสหภาพยุโรป (Official Journal) ในเร็ว ๆ นี้ และ จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 20 หลังวันประกาศ

ในเชิงการวางแผนปฏิบัติการ ความหมายคือ การต่อสู้ทางการเมืองเรื่อง “รูปแบบหลัก” ของกฎหมายได้ข้อยุติไปมากแล้ว จุดสนใจจากนี้จะย้ายไปที่ การประกาศใช้ การมีผลบังคับใช้ การถ่ายโอนเป็นกฎหมายภายในของประเทศสมาชิก แนวทางจากคณะกรรมาธิการยุโรป และการตัดสินใจด้านการนำไปใช้ของภาคธุรกิจ คณะมนตรียังยืนยันด้วยว่า ภายใต้กรอบเวลาที่แก้ไขแล้ว ประเทศสมาชิกต้องถ่ายโอน CSDDD เป็นกฎหมายภายในภายในวันที่ 26 กรกฎาคม 2028 และ บริษัทต้องเริ่มปฏิบัติตามตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2029

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญในตอนนี้

แพ็กเกจ Omnibus I เปลี่ยนโครงสร้างกฎด้านความยั่งยืนของสหภาพยุโรปอย่างมีนัยสำคัญในสองด้านที่กระทบห่วงโซ่อุปทานในเอเชียแปซิฟิกโดยตรงมากที่สุด

ประเด็นแรก คือขอบเขตบังคับแคบลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะใน CSDDD และ CSRD ซึ่งเปลี่ยนว่า “ใครบ้าง” ที่อยู่ใต้การกำกับโดยตรง

ประเด็นที่สอง คือแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนวิธีส่งผ่านแรงกดดัน ผู้ซื้อรายใหญ่ในสหภาพยุโรปยังคงมีความเสี่ยงทางกฎหมายและชื่อเสียง จึงยังต้องใช้หลักฐาน ระบบควบคุมความเสี่ยง และการบริหารซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถือ ในทางปฏิบัติ ซัพพลายเออร์ในเอเชียแปซิฟิกอาจเจอแบบสอบถามเหมารวมลดลง แต่จะเจอคำขอข้อมูลที่เจาะจงมากขึ้นตามประเด็นเสี่ยง ลูกค้า อุตสาหกรรม หรือเหตุการณ์เฉพาะ จุดนี้เห็นได้ชัดในข้อความ CSDDD ฉบับแก้ไข โดยเฉพาะเรื่อง “ข้อมูลที่สามารถหาได้อย่างสมเหตุสมผล” การกำหนดขอบเขต และการจัดลำดับความสำคัญ

ประเด็น ก่อนหน้า (ภาพรวม) หลัง Omnibus I (ฉบับสุดท้าย) เหตุผลที่เอเชียแปซิฟิกควรใส่ใจ
ขอบเขต CSRD ครอบคลุมกว้างกว่ามาก (รวมบริษัทจำนวนมากที่มีพนักงานเกิน 250 คนตามเกณฑ์เดิม) แคบลงเหลือบริษัทที่มี พนักงานมากกว่า 1,000 คน และ รายได้สุทธิมากกว่า 450 ล้านยูโร (พร้อมเงื่อนไขที่ปรับใหม่สำหรับบริษัทจากประเทศที่สาม) ผู้ซื้อในสหภาพยุโรปที่ต้องรายงานโดยตรงจะลดลง แต่ผู้ซื้อที่ยังอยู่ในขอบเขตยังคงขอข้อมูลจากซัพพลายเออร์ เพียงแต่จะอยู่ภายใต้หลักสัดส่วนที่เข้มขึ้น
การขอข้อมูลห่วงโซ่มูลค่าใน CSRD ภายใต้การใช้ ESRS มีโอกาสดึงข้อมูลจากซัพพลายเออร์ได้กว้าง ESRS ไม่สามารถกำหนดให้ขอข้อมูลจากกิจการในห่วงโซ่มูลค่าที่มีพนักงานต่ำกว่า 1,000 คน เกินกว่าขอบเขตมาตรฐานโดยสมัครใจได้ ซัพพลายเออร์รายเล็กในเอเชียแปซิฟิกมีฐานที่ชัดขึ้นในการโต้แย้งคำขอข้อมูลที่มากเกินสมควร
ESRS เฉพาะอุตสาหกรรมภายใต้ CSRD คณะกรรมาธิการยุโรปมีอำนาจออกมาตรฐานเฉพาะอุตสาหกรรม อำนาจดังกล่าวถูกตัดออก (ไม่มีข้อบังคับให้ต้องจัดทำ ESRS เฉพาะอุตสาหกรรม) ลดความเสี่ยงที่จะมีชั้นข้อมูลบังคับเพิ่มอีกชุด แต่แนวทางเฉพาะอุตสาหกรรมอาจยังออกมาได้
มาตรฐานโดยสมัครใจของ CSRD สำหรับบริษัทนอกขอบเขต เดิมมี VSME ในฐานะแนวทาง/ข้อแนะนำ มาตราใหม่ 29ca ให้อำนาจคณะกรรมาธิการออก มาตรฐานโดยสมัครใจ สำหรับกิจการที่มีพนักงานไม่เกิน 1,000 คน โดยอิง Recommendation (EU) 2025/1710 มีแนวโน้มสูงว่าจะกลายเป็นแม่แบบอ้างอิงที่ผู้ซื้อใช้ขอให้ SME ในเอเชียแปซิฟิกจัดทำข้อมูล
การให้ความเชื่อมั่น (assurance) ใน CSRD มีเส้นทางไปสู่การออกมาตรฐานการให้ความเชื่อมั่นระดับสูงโดยคณะกรรมาธิการ ตัดข้อกำหนดที่ต้องออกมาตรฐานการให้ความเชื่อมั่นระดับสูงออก แรงกดดันด้านต้นทุนอาจผ่อนลงบางส่วน แต่การตรวจสอบและการทวนสอบยังไม่หายไป
ขอบเขต CSDDD ครอบคลุมบริษัทกว้างกว่าเดิม แคบลงเหลือบริษัทที่มี พนักงานมากกว่า 5,000 คน และ รายได้มากกว่า 1.5 พันล้านยูโร (ทั้งบริษัทใน EU และนอก EU โดยใช้เกณฑ์รายได้ใน EU) จำนวนผู้ซื้อที่ถูกกำกับโดยตรงลดลง แต่ผู้ที่ยังอยู่ในขอบเขตคือผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดและยังมีอำนาจต่อรองสูงกับซัพพลายเออร์
การระบุความเสี่ยงใน CSDDD ความคาดหวังค่อนข้างหนัก และมักถูกอ่านว่าให้ทบทวนห่วงโซ่อย่างกว้าง บริษัทสามารถเน้นพื้นที่ที่ผลกระทบมีโอกาสเกิด/มีความรุนแรงสูงที่สุด และมีความยืดหยุ่นในการจัดลำดับเมื่อความเสี่ยงหลายจุดมีระดับใกล้เคียงกัน คาดว่าจะเห็นการทำ due diligence ที่เจาะจงมากขึ้นกับโรงงาน สายการผลิต พื้นที่ หรือวัตถุดิบเฉพาะ
การเก็บข้อมูลใน CSDDD มีความกังวลว่าจะเกิดคำขอข้อมูลแบบไหลลงห่วงโซ่จำนวนมาก บริษัทต้องอาศัย ข้อมูลที่สามารถหาได้อย่างสมเหตุสมผล และขอข้อมูลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น พร้อมมีการคุ้มครองพิเศษสำหรับคู่ค้าที่มีพนักงานน้อยกว่า 5,000 คน ซัพพลายเออร์ในเอเชียแปซิฟิกควรเตรียมชุดหลักฐานและวิธีตอบแบบอิงความเสี่ยง แทนการทำรายงานเฉพาะกิจไม่รู้จบ
ความถี่การติดตามใน CSDDD เดิมคาดว่าจะต้องติดตามทุกปี ติดตามอย่างน้อย ทุก 5 ปี และต้องทำเร็วขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหรือมีสัญญาณความเสี่ยงใหม่ รอบติดตามตามกฎหมายยาวขึ้น แต่การตรวจตามเหตุการณ์ยังสำคัญมาก
หน้าที่จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านด้านภูมิอากาศใน CSDDD เป็นหน้าที่ชัดเจนภายใต้ CSDDD ถูกตัดออก จาก CSDDD ในคำสั่งแก้ไข ข้อเรียกร้องเรื่องภูมิอากาศไม่ได้หายไป แต่ย้ายไปอยู่ใน CSRD สัญญา การเงิน ความต้องการของลูกค้า และกฎผลิตภัณฑ์
ระบบความรับผิดทางแพ่งใน CSDDD มีระบบความรับผิดที่ทำให้สอดคล้องกันในระดับ EU ยกเลิกระบบที่สอดคล้องกันระดับ EU แต่ยังคงความรับผิดตามกฎหมายของแต่ละประเทศ พร้อมสิทธิได้รับค่าสินไหมเต็มจำนวน ความเสี่ยงด้านคดีความจะขึ้นกับแต่ละเขตอำนาจมากขึ้น คุณภาพสัญญาและหลักฐานของซัพพลายเออร์จึงสำคัญกว่าเดิม
บทลงโทษใน CSDDD มีกรอบโทษปรับตามรายได้ แต่เพดานสูงสุดแบบเดียวกันยังไม่ชัดมาก ประเทศสมาชิกต้องกำหนด เพดานสูงสุด 3% ของรายได้สุทธิทั่วโลก และคณะกรรมาธิการจะออกแนวทางเพิ่มเติม ผู้ซื้อรายใหญ่ยังคงจริงจังกับการปฏิบัติตาม และจะส่งต่อมาตรการควบคุมลงห่วงโซ่อุปทานต่อไป
กำหนดเวลา CSDDD เดิมจะเริ่มใช้เร็วกว่า (สำหรับบริษัทขนาดใหญ่มาก) เลื่อนออกไป โดยบริษัทต้องปฏิบัติตามตั้งแต่ กรกฎาคม 2029 ซัพพลายเออร์ในเอเชียแปซิฟิกมีเวลาเพิ่มขึ้น แต่ควรใช้เวลาให้คุ้ม เพราะข้อกำหนดจากผู้ซื้อมักเริ่มก่อนวันที่กฎหมายบังคับใช้จริง

สถานะทางกฎหมาย: ผ่านแล้วและถือว่าเสร็จสิ้นหรือยัง

คำตอบสั้น ๆ

ใช่ ในเชิงการเมืองและกระบวนการนิติบัญญัติ คำสั่งแก้ไข Omnibus I ส่วนหลักที่เกี่ยวกับ CSRD และ CSDDD ได้รับความเห็นชอบแล้ว คณะมนตรีระบุว่าได้ให้ ไฟเขียวขั้นสุดท้าย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026

สิ่งที่ยัง “รออยู่” ในเชิงเทคนิค

ยังเหลือขั้นตอนสุดท้ายตามปกติ ได้แก่ การประกาศในราชกิจจานุเบกษาของสหภาพยุโรป และจากนั้น มีผลใช้บังคับ 20 วันถัดมา ซึ่งคณะมนตรีระบุไว้ชัดเจน

จึงเป็นเหตุผลที่รายงานข่าวบางแห่งใช้คำว่า “จะมีผลเป็นกฎหมายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” Reuters ก็ใช้ถ้อยคำลักษณะนี้ ซึ่งสอดคล้องกับลำดับขั้นของการประกาศและการมีผลบังคับใช้

CSRD เปลี่ยนอะไรบ้างภายใต้ Omnibus I (ข้อความฉบับสุดท้าย)

1) ขอบเขต CSRD ถูกปรับให้แคบลงอย่างชัดเจน

ข้อความที่แก้ไขแล้วปรับเกณฑ์ให้การรายงานใช้กับกิจการ (และกลุ่มบริษัท) ที่มี รายได้สุทธิเกิน 450 ล้านยูโร และมีพนักงานเฉลี่ย มากกว่า 1,000 คน ตรรกะเกณฑ์เดียวกันนี้ยังใช้กับผู้ออกหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องและกลุ่มที่ต้องจัดทำงบการเงินรวมด้วย

สรุปของคณะมนตรียืนยันผลลัพธ์ระดับภาพรวมนี้ และยังระบุด้วยว่าเกณฑ์ของ กิจการจากประเทศที่สาม ถูกปรับใหม่ รวมถึงเกณฑ์รายได้ในสหภาพยุโรปของบริษัทแม่ และรายได้ที่เกิดจากบริษัทย่อยหรือสาขา

ความหมายในทางปฏิบัติ

หลายบริษัทที่กำลังเตรียมตัวสำหรับ CSRD จะหลุดจากขอบเขตบังคับ แต่ไม่ได้แปลว่า “หลุดพ้น” จากคำขอข้อมูลด้านความยั่งยืน เพราะหลายแห่งจะย้ายไปอยู่ในรูปแบบ การเปิดเผยข้อมูลโดยสมัครใจ / ขับเคลื่อนโดยลูกค้า แทน

2) มาตรการผ่อนผันช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับบางบริษัทในระลอกแรก

คณะมนตรีระบุว่าคำสั่งแก้ไขมี ข้อยกเว้นช่วงเปลี่ยนผ่าน สำหรับบริษัท “ระลอกแรก” ที่ต้องเริ่มรายงานตั้งแต่ปีงบประมาณ 2024 แต่หลุดจากขอบเขตในปี 2025 และ 2026 ตามเกณฑ์ใหม่

ทำไมจึงสำคัญ

ช่วยลดความเสี่ยงของภาระรายงานแบบ “ปีนี้ต้องทำ ปีหน้าหลุด ปีต่อมากลับมา” สำหรับบริษัทที่ถูกตัดออกจากขอบเขตใหม่

3) ไม่มีเส้นทางบังคับสำหรับ ESRS เฉพาะอุตสาหกรรมอีกต่อไป

ข้อความ Omnibus ตัดอำนาจของคณะกรรมาธิการในการออก มาตรฐานการรายงานเฉพาะอุตสาหกรรม ภายใต้มาตรา 29b โดยบทพิจารณาอธิบายว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการเพิ่มจุดข้อมูลบังคับจำนวนมาก

ทำไมจึงสำคัญ

นี่เป็นจุดสำคัญของการลดความซับซ้อน หลายบริษัทกังวลว่าจะมี ESRS เฉพาะอุตสาหกรรมเป็นชั้นบังคับเพิ่มอีกชุด แม้คณะกรรมาธิการอาจออก แนวทางเฉพาะอุตสาหกรรม ได้ แต่ก็ไม่เหมือนมาตรฐานบังคับตามกฎหมาย

4) เพิ่มช่องทาง “มาตรฐานโดยสมัครใจ” สำหรับกิจการที่มีพนักงานไม่เกิน 1,000 คน (มาตรา 29ca)

ข้อความที่แก้ไขแล้วลบมาตรา 29c และเพิ่ม มาตรา 29ca เพื่อให้อำนาจคณะกรรมาธิการจัดทำ มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนโดยสมัครใจ สำหรับกิจการที่มีพนักงานไม่เกิน 1,000 คน และจำกัดขอบเขตสิ่งที่สามารถขอจากกิจการเหล่านี้ในห่วงโซ่มูลค่าได้ อีกทั้งยังกำหนดว่ามาตรฐานดังกล่าวควรอ้างอิง คำแนะนำของคณะกรรมาธิการ (EU) 2025/1710 (เชื่อมโยงกับ EFRAG VSME) ในฉบับเดิม

ทำไมจึงสำคัญต่อเอเชียแปซิฟิก

มีแนวโน้มสูงว่านี่จะกลายเป็น “ภาษากลางเชิงปฏิบัติ” สำหรับการรายงานของซัพพลายเออร์จำนวนมากในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะ SME และบริษัทขนาดกลาง แม้จะอยู่นอกขอบเขต CSRD ผู้ซื้อในสหภาพยุโรปก็อาจขอข้อมูลในรูปแบบที่อิงกรอบโดยสมัครใจนี้

5) จำกัดการดึงข้อมูลจากกิจการขนาดเล็กในห่วงโซ่มูลค่าให้ชัดขึ้น

กรอบ ESRS ที่แก้ไขแล้วระบุว่า มาตรฐาน ต้องไม่กำหนดให้ บริษัทผู้รายงานไปขอข้อมูลจากกิจการในห่วงโซ่มูลค่าที่มีพนักงานไม่เกิน 1,000 คน เกินกว่าชุดมาตรฐานโดยสมัครใจ

ทำไมจึงสำคัญ

นี่เป็นหนึ่งในข้อบทที่สำคัญที่สุดต่อห่วงโซ่อุปทานในเอเชียแปซิฟิก เพราะช่วยสร้างฐานที่ชัดขึ้นในการโต้แย้งแบบสอบถามที่เกินความจำเป็นและไม่สอดคล้องกับหลักสัดส่วน

6) เส้นทางยกระดับไปสู่การให้ความเชื่อมั่นระดับสูงถูกผ่อนลง

บทพิจารณาระบุว่าควรยกเลิกข้อกำหนดที่ให้คณะกรรมาธิการต้องออก มาตรฐานการให้ความเชื่อมั่นระดับสูง เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนการรับรองที่เพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องติดตาม

ไม่ได้หมายความว่าการให้ความเชื่อมั่นหายไปทั้งหมด แต่เป็นการปรับเส้นทางการยกระดับที่คาดไว้ บริษัทต่าง ๆ ยังต้องเผชิญการทบทวน การตรวจสอบ และแรงกดดันจากนักลงทุน โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลด้านความยั่งยืนมีผลต่อการเงิน การเข้าจดทะเบียน หรือธุรกรรมสำคัญ

CSDDD เปลี่ยนอะไรบ้างภายใต้ Omnibus I (ข้อความฉบับสุดท้าย)

1) ขอบเขต CSDDD แคบลง เหลือเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่มาก

เกณฑ์ในมาตรา 2 ที่แก้ไขแล้วเปลี่ยนเป็น: พนักงานมากกว่า 5,000 คน และ รายได้สุทธิทั่วโลกมากกว่า 1.5 พันล้านยูโร (สำหรับบริษัทใน EU) พร้อมเกณฑ์คู่ขนานสำหรับบริษัทนอก EU โดยอิงรายได้ใน EU

ความหมายในทางปฏิบัติ

ขอบเขตการบังคับใช้ทางกฎหมายโดยตรงหดลงมาก แต่บริษัทที่ยังอยู่ในขอบเขตมักเป็นผู้ซื้อที่มีอิทธิพลสูงในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก และการผลิตสินค้าแบรนด์

2) การกำหนดขอบเขตและการจัดลำดับความสำคัญแบบอิงความเสี่ยงชัดขึ้น

บทพิจารณาและข้อบทที่แก้ไขแล้วเน้นว่า บริษัทควรให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่ผลกระทบมีโอกาสเกิด มากที่สุด และ รุนแรงที่สุด หากมีหลายพื้นที่ที่มีระดับใกล้เคียงกัน บริษัทอาจจัดลำดับก่อนให้พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับ คู่ค้าทางธุรกิจโดยตรง

ความหมายในทางปฏิบัติ

ซัพพลายเออร์ควรคาดว่าจะเจอ การทำ due diligence ที่เจาะจงมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะเบาลงเสมอไป ผู้ซื้ออาจพุ่งคำขอไปที่โรงงาน กระบวนการ เอเจนซีจัดหาแรงงาน สายวัตถุดิบ หรือความเสี่ยงรายประเทศเฉพาะจุด แทนการขอทุกอย่างจากทุกแห่ง

3) “ข้อมูลที่สามารถหาได้อย่างสมเหตุสมผล” กลายเป็นแนวคิดเชิงปฏิบัติการสำคัญ

ข้อความฉบับสุดท้ายระบุว่า บริษัทควรดำเนินการบนฐานของ ข้อมูลที่สามารถหาได้อย่างสมเหตุสมผล และโดยหลักทั่วไป แนวทางนี้จะช่วยจำกัดคำขอข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อคู่ค้าทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังวางเงื่อนไขในการขอข้อมูลจากคู่ค้ารายเล็ก และสนับสนุนให้ใช้แหล่งข้อมูลอื่นร่วมด้วย

ทำไมจึงสำคัญ

นี่เป็นหัวใจของกลยุทธ์ซัพพลายเออร์ ซัพพลายเออร์ในเอเชียแปซิฟิกที่จัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ มีบันทึกข้อร้องเรียน ผลการตรวจประเมิน สถานะแผนแก้ไข (CAP) บันทึกค่าจ้างและชั่วโมงทำงาน ใบอนุญาตสิ่งแวดล้อม และหลักฐานการตรวจสอบย้อนกลับ จะทำให้ผู้ซื้อประเมินได้ง่ายขึ้นภายใต้หลัก “ข้อมูลที่สามารถหาได้อย่างสมเหตุสมผล”

4) การติดตามประเมินเปลี่ยนเป็นอย่างน้อยทุก 5 ปี (แต่ยังมีการทบทวนเมื่อมีเหตุ)

มาตรา 15 ที่แก้ไขแล้วกำหนดให้มีการประเมินตามรอบเวลา อย่างน้อยทุก 5 ปี แต่ต้องทำเร็วกว่านั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่ามาตรการควบคุมไม่มีประสิทธิผลแล้ว หรือมีความเสี่ยงใหม่เกิดขึ้น

ข้อสังเกตสำคัญ

นี่ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ “ไม่ต้องทำอะไรเลย 5 ปี” เพราะข้อกำหนดให้ทบทวนตามเหตุการณ์ยังอยู่ครบ เหตุการณ์ เช่น อุบัติการณ์ การเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อ การขยายกิจการ การขาดแคลนแรงงาน การจ้างช่วงใหม่ หรือการขยายไปยังพื้นที่ใหม่ สามารถทำให้เกิดการตรวจสอบซ้ำได้อย่างรวดเร็ว

5) ยกเลิกหน้าที่จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านด้านภูมิอากาศภายใต้ CSDDD

คณะมนตรีระบุชัดว่า ข้อกำหนดให้บริษัทต้องจัดทำ แผนเปลี่ยนผ่านเพื่อการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ CSDDD ถูกตัดออก โดยข้อความกฎหมายได้ลบมาตรา 22

อะไรเปลี่ยน และอะไรไม่เปลี่ยน

การแก้ไขนี้ลดภาระทางกฎหมายหนึ่งข้อภายใต้ CSDDD แต่ ไม่ได้ทำให้แรงกดดันด้านภูมิอากาศหายไป จาก: CSRD (สำหรับบริษัทที่ยังอยู่ในขอบเขต), ความคาดหวังของนักลงทุน, สัญญาลูกค้า, ข้อกำหนดด้านจัดซื้อ, เงื่อนไขการเงิน, แผนลดคาร์บอนรายอุตสาหกรรม และกฎเฉพาะระดับผลิตภัณฑ์

6) ยกเลิกระบบความรับผิดทางแพ่งแบบสอดคล้องระดับ EU แต่ความรับผิดตามกฎหมายชาติยังอยู่

คณะมนตรีระบุว่ากฎฉบับปรับปรุงได้ยกเลิก ระบบความรับผิดทางแพ่งแบบสอดคล้องระดับ EU โดยมาตรา 29 ที่แก้ไขแล้วลบวรรค 1 ออก และคงโครงสร้างความรับผิดตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศไว้ พร้อมคงสิทธิได้รับค่าสินไหมเต็มจำนวนเมื่อพิสูจน์ความรับผิดได้ตามกฎหมายประเทศนั้น

ทำไมจึงสำคัญ

ความเสี่ยงด้านการบังคับใช้และคดีความจะกระจัดกระจายมากขึ้นตามประเทศสมาชิก สำหรับซัพพลายเออร์ในเอเชียแปซิฟิก เรื่องการร่างสัญญา การเก็บรักษาหลักฐาน และขั้นตอนการยกระดับปัญหาจะยิ่งสำคัญ เพราะผู้ซื้อจะบริหารความเสี่ยงต่างกันตามแต่ละเขตอำนาจ

7) บทลงโทษ: กำหนดเพดานสูงสุด 3% ชัดเจน

ข้อความฉบับสุดท้ายกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องตั้งเพดานสูงสุดของโทษปรับทางการเงินไว้ที่ 3% ของรายได้สุทธิทั่วโลก (พร้อมความชัดเจนเรื่องการคำนวณระดับกลุ่มสำหรับโครงสร้างบริษัทแม่บางประเภท) และคณะกรรมาธิการจะออกแนวทางสำหรับหน่วยงานกำกับดูแล

ทำไมยังมีผลกดดันสูง

แม้กฎจะถูกปรับให้เรียบง่ายขึ้น แต่บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดยังคงเผชิญความเสี่ยงทางการเงินที่มีนัยสำคัญ จึงทำให้การปฏิบัติตามและการควบคุมความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานยังอยู่ในวาระหลักของทีมจัดซื้อและทีมกฎหมาย

8) กรอบเวลาสำหรับข้อสัญญาต้นแบบและแนวทาง

ข้อความระบุว่า คณะกรรมาธิการต้องออกแนวทางเกี่ยวกับ ข้อสัญญาต้นแบบโดยสมัครใจ ภายในวันที่ 26 กรกฎาคม 2027 และกำหนดกรอบเวลาแนวทางเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 19 ไว้ด้วย

ทำไมจึงสำคัญ

ซัพพลายเออร์จำนวนมากในเอเชียแปซิฟิกจะ “รับรู้ผลของ Omnibus” ผ่าน แม่แบบสัญญา ก่อน ไม่ใช่ผ่านหนังสือแจ้งทางกฎหมายโดยตรง จึงควรคาดว่าข้อกำหนดจากลูกค้าจะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนหลังแนวทางต้นแบบของสหภาพยุโรปออกมา

ขั้นตอนต่อไป: ระยะการนำไปใช้ และสิ่งที่ควรจับตา

1) การประกาศในราชกิจจานุเบกษาของสหภาพยุโรป และการมีผลใช้บังคับ

คณะมนตรีระบุว่าคาดว่าจะประกาศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และคำสั่งจะมีผลใช้บังคับใน วันที่ 20 หลังวันประกาศ

2) การถ่ายโอนเป็นกฎหมายภายในของประเทศสมาชิก

โดยทั่วไป ประเทศสมาชิกจะมีเวลา หนึ่งปีหลังคำสั่งมีผลใช้บังคับ ในการถ่ายโอนเป็นกฎหมายภายใน โดยมีหมายเหตุเฉพาะจากคณะมนตรีเกี่ยวกับกรอบเวลาความสอดคล้องตามมาตรา 4 และกำหนดเส้นตายชัดเจนที่ 26 กรกฎาคม 2028 สำหรับการถ่ายโอน CSDDD

สิ่งที่ควรจับตา

การนำไปใช้ของแต่ละประเทศสมาชิกอาจต่างกันทั้งในน้ำเสียงและสไตล์การบังคับใช้ โดยเฉพาะเรื่อง: กลไกความรับผิดทางแพ่ง แนวปฏิบัติของหน่วยงานกำกับ มาตรฐานพยานหลักฐาน และความเชื่อมโยงกับกฎหมายภายในที่มีอยู่แล้ว (เช่น ประเทศที่มีกฎหมายแนว HREDD อยู่ก่อน)

3) กำหนดเวลาการปฏิบัติตามของบริษัท (CSDDD)

คณะมนตรียืนยันว่าบริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรการ CSDDD ฉบับใหม่ภายใน กรกฎาคม 2029

สิ่งที่ควรจับตา

ผู้ซื้อรายใหญ่จะไม่รอจนถึงปี 2029 จึงค่อยเริ่มเตรียมตัว หลายรายจะใช้ช่วงปี 2026–2028 ทำงานเรื่อง: การทำแผนที่ความเสี่ยง การแบ่งกลุ่มซัพพลายเออร์ การปรับสัญญา การทบทวนธรรมาภิบาล กลไกรับข้อร้องเรียน และการทดลองใช้มาตรการควบคุม

4) งานลำดับรองและแนวทางจากคณะกรรมาธิการ

ประเด็นสำคัญที่ควรติดตาม ได้แก่: งานของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับ มาตรฐานโดยสมัครใจ (มาตรา 29ca) สำหรับกิจการขนาดเล็กภายใต้ CSRD และ แนวทาง/ข้อสัญญาต้นแบบของ CSDDD ในช่วงปี 2027–2028

ทำไมจึงสำคัญ

นี่คือช่วงที่ “แนวปฏิบัติของตลาด” จะเริ่มชัดและแข็งตัว แม้ขอบเขตกฎหมายจะแคบลง แต่หากแนวทางมีรายละเอียดมากและถูกผู้ซื้อรายใหญ่ใช้แพร่หลาย ความคาดหวังเชิงปฏิบัติก็ยังอาจเข้มมากได้

5) แรงผลักและแรงต้านทางการเมือง/ตลาดจะยังมีต่อเนื่อง

Reuters รายงานว่ามีเสียงวิจารณ์จากกลุ่มรณรงค์และนักลงทุนบางส่วน ขณะเดียวกันก็มีรัฐบาลและภาคธุรกิจบางฝ่ายสนับสนุน โดยให้เหตุผลเรื่องการผ่อนแรงกดดันด้านความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นนี้สำคัญ เพราะรอบทบทวนในอนาคตและการถกเถียงเรื่องการบังคับใช้ อาจเปิดประเด็นบางเรื่องกลับมาอีกครั้ง

ผลกระทบต่อเอเชียแปซิฟิก: อะไรจะเปลี่ยนในเศรษฐกิจจริง

1) ลูกค้าที่ถูกกำกับโดยตรงน้อยลง แต่พลังกำกับด้านการปฏิบัติตามยิ่งกระจุกตัว

ตาข่ายทางกฎหมายโดยตรงเล็กลง แต่บริษัทที่ยังอยู่ในขอบเขตคือผู้ซื้อรายใหญ่มาก สำหรับซัพพลายเออร์จำนวนมากในเอเชียแปซิฟิก การกระจุกตัวของลูกค้าหมายความว่า ความคาดหวังด้าน due diligence จากผู้ซื้อเหล่านี้ยังคงกำหนดวิธีดำเนินงานได้อยู่

2) จากการเก็บข้อมูลแบบกว้างเพื่อให้ “ครบ” ไปสู่หลักฐานความเสี่ยงที่เจาะจง

ข้อความฉบับสุดท้ายสนับสนุนการจัดลำดับความสำคัญและแนวคิด “ข้อมูลที่สามารถหาได้อย่างสมเหตุสมผล” ซึ่งจะเอื้อให้ซัพพลายเออร์ที่แสดงระบบควบคุมความเสี่ยงได้ชัดเจน ได้เปรียบกว่าการมีเอกสารจำนวนมากแต่ไม่ชี้ให้เห็นการควบคุมจริง

3) การปฏิบัติต่อซัพพลายเออร์จะแตกต่างกันมากขึ้น

ผู้ซื้ออาจแบ่งกลุ่มซัพพลายเออร์ตามระดับความเสี่ยง ประเทศ ประเภทสินค้า รูปแบบแรงงาน ความเข้มข้นของการจ้างช่วง และประวัติเหตุการณ์ ซัพพลายเออร์ความเสี่ยงต่ำอาจถูกติดตามแบบเบา ขณะที่ซัพพลายเออร์ความเสี่ยงสูงอาจถูกตรวจลึกขึ้นและต้องมีแผนแก้ไขเยียวยา

4) คำขอข้อมูลด้านภูมิอากาศจะยังมาจากช่องทางอื่น

การยกเลิกหน้าที่ทำแผนเปลี่ยนผ่านใน CSDDD ไม่ได้แปลว่าคำขอข้อมูลด้านภูมิอากาศหายไป ในทางปฏิบัติ ข้อมูลภูมิอากาศและแผนลดการปล่อยจะยังมาจาก: ผู้รายงานภายใต้ CSRD ตารางคะแนนด้านจัดซื้อของลูกค้า ธนาคาร นักลงทุน และกฎระเบียบเฉพาะผลิตภัณฑ์

5) ความไม่แน่นอนด้านคดีความและการบังคับใช้จะขึ้นกับแต่ละเขตอำนาจมากขึ้น

เมื่อระบบความรับผิดทางแพ่งแบบสอดคล้องระดับ EU ถูกถอยกลับ ผู้ซื้ออาจระมัดระวังมากขึ้นในการออกแบบสัญญาและการเก็บรักษาหลักฐาน เพื่อบริหารข้อพิพาทข้ามพรมแดนภายใต้กรอบกฎหมายของแต่ละประเทศ

ซัพพลายเออร์ในเอเชียแปซิฟิกควรเตรียมอะไรตั้งแต่ตอนนี้ (แนวทางปฏิบัติ)

A. สร้าง “ชุดหลักฐานแบบเจาะจง” แทนชุดสไลด์ ESG ขนาดใหญ่

จัดเตรียมชุดเอกสารที่เป็นระเบียบ ค้นง่าย และเรียกใช้ได้ทันที โดยครอบคลุมประเด็นที่ผู้ซื้อในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มให้ความสำคัญก่อน ซึ่งโดยทั่วไปควรรวมถึง พื้นฐานการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การจัดการข้อร้องเรียน บันทึกการแก้ไขเยียวยา ชั่วโมงทำงาน ค่าจ้าง แนวปฏิบัติด้านการสรรหา สุขภาพและความปลอดภัย ใบอนุญาตสิ่งแวดล้อม ข้อมูลการปล่อยและพลังงาน การควบคุมน้ำเสีย/ของเสีย และการควบคุมการจ้างช่วง

B. ทำแผนที่การเปิดรับความเสี่ยง แยกตามลูกค้า สินค้า โรงงาน และประเทศ

อย่าปฏิบัติต่อลูกค้าทุกรายเหมือนกัน ควรระบุให้ได้ว่าลูกค้ารายใดมีแนวโน้มยังอยู่ในขอบเขตตามเกณฑ์ใหม่ และสายผลิตภัณฑ์ใดเชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนหรือสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่า

C. เตรียมพร้อมสำหรับคำขอข้อมูลที่ “ได้สัดส่วน” แต่เฉพาะเจาะจงขึ้น

ข้อความ Omnibus เปิดทางให้ผู้ซื้อขอข้อมูลน้อยลง แต่เจาะจงขึ้น ควรฝึกทีมหน้างานให้ตอบคำถามเฉพาะจุดได้เร็วและสม่ำเสมอ โดยอ้างอิงหลักฐานเอกสารอย่างชัดเจน

D. ใช้ฐานการรายงานโดยสมัครใจสำหรับกิจการที่อยู่นอกขอบเขต

สำหรับ SME และบริษัทขนาดกลาง การจัดแนวการเปิดเผยข้อมูลภายในให้สอดคล้องกับทิศทางมาตรฐานโดยสมัครใจของ CSRD ที่กำลังก่อตัว (มาตรา 29ca / แนวทางอิง VSME) เป็นทางเลือกที่เหมาะสม แม้ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย เพราะช่วยลดแบบสอบถามซ้ำซ้อนจากลูกค้าได้

E. เสริมความน่าเชื่อถือของกลไกรับข้อร้องเรียนและการเยียวยา

ภายใต้ due diligence แบบอิงความเสี่ยง ผู้ซื้อจะให้ความสำคัญมากกับเรื่องว่า ปัญหาถูกตรวจพบและแก้ไขได้จริงหรือไม่ หากกลไกรับข้อร้องเรียนอ่อนแอ หรือการติดตามแผนแก้ไขไม่ต่อเนื่อง ซัพพลายเออร์อาจถูกจัดเข้า “กลุ่มความเสี่ยงสูงที่ต้องจับตา” ได้ง่ายขึ้น

F. ทบทวนสัญญาตั้งแต่เนิ่น ๆ

คาดว่าจะมีการปรับข้อกำหนดในจรรยาบรรณซัพพลายเออร์ สิทธิในการตรวจประเมิน คำขอข้อมูล ข้อกำหนดการแจ้งเหตุการณ์ และหน้าที่ในการแก้ไขเยียวยา เมื่อคณะกรรมาธิการเดินหน้าจัดทำแนวทางและข้อสัญญาต้นแบบต่อไป

G. เดินหน้าความพร้อมด้านภูมิอากาศต่อเนื่อง

แม้หน้าที่จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านภายใต้ CSDDD จะถูกตัดออก แต่ก็ควรรักษาความคืบหน้าเรื่องคุณภาพข้อมูลพลังงาน เส้นฐานการปล่อย และการวางแผนลดการปล่อยต่อไป เพราะผู้ซื้อ ผู้ให้ทุน และกฎของสหภาพยุโรปฉบับอื่นยังคงถามเรื่องนี้

สิ่งที่ควรติดตามในช่วง 2026–2028 (รายการเฝ้าระวังสำหรับ Desk)

ติดตามวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาของสหภาพยุโรป เพราะเป็นจุดเริ่มนับเวลาทางกฎหมายสำหรับการมีผลใช้บังคับและการถ่ายโอนเป็นกฎหมายภายใน

ติดตามงานของคณะกรรมาธิการเรื่องมาตรฐานโดยสมัครใจตามมาตรา 29ca เพราะอาจกลายเป็นแม่แบบโดยพฤตินัยสำหรับคำขอข้อมูลจากซัพพลายเออร์

ติดตามแนวทาง CSDDD และข้อสัญญาต้นแบบของคณะกรรมาธิการ (โดยเฉพาะหมุดหมายปี 2027–2028) เพราะจะกำหนดแนวปฏิบัติของฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายกฎหมาย

ติดตามทางเลือกของประเทศสมาชิกในการถ่ายโอนเป็นกฎหมายภายใน เพราะรูปแบบการบังคับใช้และช่องทางความรับผิดอาจแตกต่างกัน

ติดตามพฤติกรรมของผู้ซื้อ ไม่ใช่ดูเฉพาะตัวบทกฎหมาย เพราะการนำไปใช้เชิงพาณิชย์มักเดินหน้าก่อนเส้นตายทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ

ข้อสรุปสำหรับห่วงโซ่อุปทานในเอเชียแปซิฟิก

การเปลี่ยนแปลงจาก Omnibus I เป็นการเปลี่ยนจริงและมีนัยสำคัญมาก กฎหมายฉบับนี้ลดขอบเขตการบังคับใช้โดยตรงและลดภาระเชิงกระบวนการบางส่วน แต่ ไม่ได้ยุติแรงกดดันจากสหภาพยุโรปเรื่อง due diligence ในห่วงโซ่อุปทาน และความต้องการข้อมูลด้านความยั่งยืน

สิ่งที่เปลี่ยนในทางปฏิบัติคือ: จากภาระแบบกว้างและใช้แม่แบบเดียว ไปสู่ข้อกำหนดที่เจาะจงกว่า อิงความเสี่ยงมากขึ้น และขับเคลื่อนโดยผู้ซื้อ

สำหรับซัพพลายเออร์ในเอเชียแปซิฟิก ทางเดินที่ดีที่สุดไม่ใช่การหยุดรอดู แต่คือการใช้เวลาที่เพิ่มขึ้นนี้สร้างฐานหลักฐานให้สะอาดและหยิบใช้ได้จริง เพิ่มความน่าเชื่อถือของการเยียวยา และทำระบบตอบสนองให้มีวินัยมากขึ้น ก่อนที่ผู้ซื้อรายใหญ่จะทำให้รูปแบบการนำไปใช้ชุดใหม่ของตนเข้มตัวเต็มที่

Oh hi there 👋
It’s nice to meet you.

Sign up to receive awesome content in your inbox, every month.

We don’t spam! Read our privacy policy for more info.

This article is also available in: বাংলাদেশ (Bengali) 简体中文 (จีนประยุกต์) 繁體中文 (จีนดั้งเดิม) English (อังกฤษ) हिन्दी (ฮินดิ) Indonesia (อินโดนีเซีย) 日本語 (ญี่ปุ่น) 한국어 (เกาหลี) Melayu (Malay) Punjabi (ปัญจาบ) Tamil (ทมิฬ) Tiếng Việt (เวียดนาม)

Leave a reply